วิธีกิน เมล็ดเจีย ที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด คือต้องนำไปแช่ในของเหลว เช่น น้ำเปล่า นม หรือน้ำผลไม้ ในอัตราส่วนเมล็ดเจีย 1 ส่วนต่อของเหลว 10 ส่วน เป็นเวลาอย่างน้อย 15-20 นาที เพื่อให้เมล็ดเจียพองตัวเต็มที่ก่อนรับประทาน การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันอาการท้องอืดและภาวะอุดตันในลำไส้ที่อาจเป็นอันตรายได้ แต่ยังช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารสำคัญอย่างโอเมก้า 3 และไฟเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย
หลายคนทราบดีอยู่แล้วว่าเมล็ดเจียได้รับการยกย่องให้เป็น อาหาร ชั้นยอดที่อุดมไปด้วยโปรตีนและไฟเบอร์สูง แต่ปัญหาคลาสสิกที่คนส่วนใหญ่ต้องเจอคือ “ซื้อมาแล้วไม่รู้จะเอาไปทำเมนูอะไรดี” หรือรู้สึกว่ารสชาติของมันจืดชืดและมีสัมผัสที่ทำให้กินยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นหันมาดูแลสุขภาพ หรือผู้ที่ไม่ชอบทานผักเป็นทุนเดิม จนสุดท้ายถุงเมล็ดเจียก็มักจะถูกตั้งทิ้งไว้ในตู้เย็นจนหมดอายุไปอย่างน่าเสียดาย
เพื่อแก้ปัญหานี้ บทความนี้ได้รวบรวมไอเดียเด็ดที่จะช่วยเปลี่ยนเมล็ดเจียธรรมดาๆ ให้กลายเป็นเมนูแสนอร่อย ทานง่าย และไม่จำเจอีกต่อไป ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่มีเวลาจำกัดในช่วงเช้าเร่งด่วน หรือกำลังมองหาของหวานคลีนๆ ไว้ทานเล่นระหว่างวันแบบไม่รู้สึกผิด เรามี 7 วิธีกิน เมล็ดเจีย ที่นำไปประยุกต์ทำตามได้ง่ายๆ ที่บ้าน พร้อมสอดแทรกคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการมาฝากกันครับ
ทำไมต้องแช่ก่อนกิน? เรื่องสำคัญที่มือใหม่ห้ามพลาด
ก่อนจะไปดู วิธีกิน ในเมนูต่างๆ สิ่งแรกที่มือใหม่ต้องทำความเข้าใจคือ “กลไกการดูดซับน้ำ” ของธัญพืชจิ๋วชนิดนี้ครับ เมล็ดเจียอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ (Soluble Fiber) เมื่อสัมผัสกับของเหลว เปลือกนอกของเมล็ดจะพ่นเมือกเจลใสๆ ออกมาหุ้มตัวเอาไว้ และสามารถดูดซับน้ำจนพองตัวได้สูงสุดถึง 10-12 เท่า ของน้ำหนักตัว! คุณสมบัติสุดพิเศษนี้นี่เองที่ทำให้กินแล้วรู้สึกอิ่มท้องได้นาน แต่ในขณะเดียวกันก็ซ่อนอันตรายเอาไว้หากเราทานผิดวิธี
หลายคนอาจคิดว่าสามารถตักเมล็ดเจียแห้งๆ เข้าปากแล้วค่อยดื่มน้ำตามแบบการกินยาได้เลย แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดและเสี่ยงต่อสุขภาพมากครับ ผลเสียของการกินเมล็ดเจียแบบดิบๆ (ไม่ผ่านการแช่น้ำ) มีดังนี้:
-
เสี่ยงต่อการอุดตันในหลอดอาหาร: หากเมล็ดเจียแห้งไปติดอยู่บริเวณลำคอหรือหลอดอาหาร แล้วไปดูดซับน้ำลายหรือของเหลวบริเวณนั้น มันจะพองตัวอย่างรวดเร็วจนจับตัวเป็นก้อนเหนียว เสี่ยงต่อการสำลักหรือทำให้หลอดอาหารอุดตัน ซึ่งอันตรายมาก
-
ทำให้เกิดอาการท้องอืดและท้องผูกรุนแรง: แทนที่จะช่วยระบาย การกินแบบแห้งจะทำให้เมล็ดเจียเข้าไปแย่งดึงน้ำจากระบบทางเดินอาหารและลำไส้ของคุณมาใช้ในการพองตัว ส่งผลให้กากอาหารแห้งแข็ง และเกิดอาการท้องอืด ท้องผูกตามมา
-
ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ยาก: การแช่น้ำจะช่วยลดกรดไฟติก (Phytic Acid) ที่เคลือบอยู่บนเปลือกตามธรรมชาติ ซึ่งสารตัวนี้จะไปขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุ การกินแบบดิบๆ จึงทำให้ร่างกายดึงวิตามิน แร่ธาตุ และโอเมก้า 3 ไปใช้งานได้ไม่เต็มที่

7 วิธีกิน เมล็ดเจีย ให้อร่อยถูกปาก ทำง่าย
เมื่อเรารู้วิธีการเตรียมที่ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยแล้ว ก็ถึงเวลาเนรมิตเมล็ดเจียให้กลายเป็นเมนูแสนอร่อย สำหรับใครที่กังวลเรื่องรสชาติหรือรู้สึกว่าทำอาหารไม่เก่ง ไม่ต้องกังวลเลยครับ เพราะทั้ง 7 วิธีกิน ต่อไปนี้ สามารถทำตามได้ง่ายๆ ที่บ้าน และไม่ต้องใช้เตาแก๊สเลยแม้แต่เมนูเดียว
1. พุดดิ้งเมล็ดเจีย (Chia Pudding) ถ้วยโปรดของสายหวาน
เมนูคลาสสิกที่เปลี่ยนเมล็ดเจียจืดๆ ให้กลายเป็นขนมหวานเนื้อเนียนนุ่ม วิธีทำเพียงแค่ผสมเมล็ดเจียกับนมทางเลือกเพื่อสุขภาพ เช่น นมอัลมอนด์ นมโอ๊ต หรือนมพิสตาชิโอ ในอัตราส่วนเมล็ดเจีย 3 ช้อนโต๊ะ ต่อนม 1 ถ้วย คนให้เข้ากันแล้วแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ข้ามคืน หากต้องการเพิ่มความหวาน แนะนำให้เหยาะน้ำผึ้งแท้ลงไปเล็กน้อย หรือใช้สารให้ความหวานทดแทนอย่างหญ้าหวาน (Stevia) แทนน้ำตาลทรายขาว คุณก็จะได้พุดดิ้งเนื้อละมุนที่ทานแล้วชื่นใจแถมดีต่อสุขภาพ
2. สมูทตี้ผลไม้ปั่น เพิ่มมิติความอร่อยและไฟเบอร์
การนำเมล็ดเจียไปปั่นรวมกับผลไม้ เป็น วิธีกิน เมล็ดเจีย ที่ตอบโจทย์มากสำหรับคนที่ไม่ชอบทานผักหรือผลไม้แบบเป็นชิ้นๆ เมล็ดเจียจะช่วยเพิ่มความข้นหนืดให้กับสมูทตี้ ทำให้ดื่มแล้วอยู่ท้องนานขึ้น ผลไม้ที่จับคู่กันแล้วรสชาติเข้ากันได้ดีเยี่ยมคือ ผลไม้ตระกูลเบอร์รีอย่างสตรอว์เบอร์รีหรือบลูเบอร์รี ที่ให้ความเปรี้ยวอมหวาน และกล้วยหอมที่ช่วยให้สมูทตี้มีความหอมมันและได้เนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่มมากยิ่งขึ้น
3. โรยหน้าโยเกิร์ต (Yogurt Bowl) อาหารเช้าสุดฮิต
สำหรับมื้อเช้าที่ต้องการโปรตีนสูงและโปรไบโอติกส์เพื่อช่วยเรื่องระบบขับถ่าย การทำโยเกิร์ตโบวล์คือคำตอบที่ลงตัวครับ เพียงเลือกกรีกโยเกิร์ตรสธรรมชาติแบบไม่ผสมน้ำตาล ตักใส่ชาม โรยหน้าด้วยเจลเมล็ดเจียที่แช่น้ำเตรียมไว้ ตามด้วยกราโนล่ากรุบกรอบ และผลไม้สดตามชอบ เมนูนี้จะให้ความหลากหลายของรสสัมผัสในคำเดียว ทั้งความนุ่มของโยเกิร์ต ความกรอบของกราโนล่า และความหนึบหนับของเมล็ดเจีย
4. แยมเมล็ดเจียโฮมเมด (Chia Jam) ไร้น้ำตาลกวนใจ
แยมผลไม้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปมักจะมีน้ำตาลและเพกติน (Pectin) หรือสารทำให้คงตัวผสมอยู่สูงมาก เราสามารถใช้ประโยชน์จากความเหนียวของเจลเมล็ดเจียมาทำแยมโฮมเมดแทนได้ง่ายๆ เพียงนำผลไม้สดอย่างเบอร์รีไปบดหรือสับให้ละเอียด แล้วผสมเมล็ดเจียลงไป ทิ้งไว้สักพักเมล็ดเจียจะดูดซับน้ำจากผลไม้และเซ็ตตัวกลายเป็นแยมเนื้อหนืด สามารถนำไปทาขนมปังโฮลวีตทานเป็นมื้อเช้าได้ทันทีโดยไม่ต้องง้อน้ำตาลหรือสารปรุงแต่ง
5. ผสมในเครื่องดื่มชูกำลังธรรมชาติ (Chia Fresca)
Chia Fresca เป็นเครื่องดื่มยอดฮิตในกลุ่มคนรักสุขภาพที่ช่วยเติมความสดชื่นและพลังงานระหว่างวัน ทำได้ง่ายๆ โดยผสมเมล็ดเจียลงในน้ำเปล่า หรือน้ำมะพร้าวที่อุดมไปด้วยเกลือแร่ธรรมชาติ จากนั้นบีบน้ำเลมอนหรือน้ำมะนาวสดลงไปเล็กน้อย ความเปรี้ยวหอมของเลมอนจะช่วยกลบความจืดชืดของเมล็ดเจีย ทำให้ดื่มง่าย ดับกระหายคลายร้อน และยังได้รับอิเล็กโทรไลต์จากธรรมชาติไปเต็มๆ
6. ไข่เจีย (Chia Egg) ตัวช่วยทำเบเกอรี่สำหรับชาววีแกน
วิธีกิน เมล็ดเจีย วิธีนี้ถือเป็นเคล็ดลับก้นครัวสำหรับสายวีแกนหรือผู้ที่มีอาการแพ้ไข่ไก่ เราสามารถใช้ความหนืดของเมล็ดเจียแทนไข่ในการทำเบเกอรี่ เช่น แพนเค้ก คุกกี้ หรือมัฟฟินได้ สูตรการทำคือใช้เมล็ดเจียบดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำเปล่า 3 ช้อนโต๊ะ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาทีจนจับตัวเป็นเจลข้น อัตราส่วนนี้สามารถนำไปใช้แทนไข่ไก่ได้ 1 ฟองในสูตรขนมของคุณ ซึ่งจะช่วยยึดเกาะส่วนผสมต่างๆ ได้ดีเยี่ยมแถมยังเพิ่มกากใยอาหารเข้าไปด้วย
7. โอเวอร์ไนท์โอ๊ต (Overnight Oats) มื้อเช้าของคนเวลาน้อย
ปิดท้ายด้วยเมนูยอดฮิตสำหรับคนทำงานที่มีเวลาจำกัดในตอนเช้า วิธีทำคือผสมข้าวโอ๊ต เมล็ดเจีย และนมที่คุณชอบลงในโหลแก้ว ปิดฝาให้สนิทแล้วนำไปแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ข้ามคืน ตลอดทั้งคืนเมล็ดเจียและข้าวโอ๊ตจะค่อยๆ ดูดซับนมจนนุ่มและเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ตื่นเช้ามาคุณก็จะได้มื้อเช้าที่พร้อมทานทันที สามารถหยิบออกจากตู้เย็นแล้วพกไปทานที่ทำงานได้เลย เป็นเมนูที่ทั้งสะดวก ประหยัดเวลา และอัดแน่นไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วน
ตารางเปรียบเทียบ: นำเมล็ดเจียไปผสมกับอะไรเวิร์คที่สุด?
เพื่อให้การรังสรรค์เมนูเพื่อสุขภาพของคุณทำได้ง่ายและได้ผลลัพธ์ที่ตรงใจที่สุด การเลือกชนิดของของเหลวและระยะเวลาในการแช่ถือเป็นหัวใจสำคัญครับ เพราะของเหลวแต่ละประเภทจะทำให้เมล็ดเจียพองตัวในอัตราที่ต่างกัน และให้เนื้อสัมผัสรวมถึงรสชาติที่แตกต่างกันออกไป ตารางสรุปข้อมูลด้านล่างนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ทันทีว่า วิธีกิน เมล็ดเจีย ในมื้อต่อไปของคุณควรจับคู่กับอะไรดี
| ของเหลวที่ใช้ผสม | เวลาที่ใช้แช่ (โดยประมาณ) | รสสัมผัสที่ได้ | เหมาะกับเมนูประเภทไหน |
| น้ำเปล่า | 15-20 นาที | ลื่นคอ จืด | ผสมเครื่องดื่ม, Chia Fresca |
| นมพืช (โอ๊ต, อัลมอนด์) | 2 ชั่วโมง – ข้ามคืน | ครีมมี่ หอมมัน | พุดดิ้ง, โอเวอร์ไนท์โอ๊ต |
| น้ำผลไม้คั้นสด | 30 นาที | หวานอมเปรี้ยว สดชื่น | สมูทตี้โบวล์ |
เคล็ดลับการผสมของเหลวแต่ละชนิด:
-
น้ำเปล่า (เน้นความรวดเร็ว): เหมาะสำหรับเวลาที่คุณเร่งรีบ เนื่องจากน้ำเปล่ามีความหนาแน่นน้อยที่สุด ทำให้เมล็ดเจียสามารถดูดซับน้ำและพองตัวได้ไวที่สุด รสสัมผัสที่ได้จะมีความลื่นคอและไม่มีรสชาติมากลบเครื่องดื่มหลัก จึงเหมาะมากสำหรับการนำไปผสมในน้ำดื่ม น้ำแร่ หรือทำเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่น
-
นมพืช (เน้นความละมุน): นมทางเลือกอย่างนมอัลมอนด์ นมโอ๊ต หรือนมถั่วเหลือง จะมีความเข้มข้นและมีโมเลกุลของไขมันดีผสมอยู่ ทำให้เมล็ดเจียต้องใช้เวลาดูดซับนานกว่าปกติ การแช่ทิ้งไว้ข้ามคืน (Overnight) จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มฟู ครีมมี่ หอมมัน ทานแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกำลังทานขนมหวานชั้นดี
-
น้ำผลไม้คั้นสด (เน้นความสดชื่น): เป็นทางเลือกที่ลงตัวสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มรสชาติให้กับมื้ออาหารโดยไม่ต้องเติมน้ำตาลทราย ระยะเวลาแช่จะอยู่ระดับปานกลางประมาณครึ่งชั่วโมง ความเป็นกรดอ่อนๆ และความหวานธรรมชาติจากน้ำผลไม้ จะช่วยชูรสชาติให้เมล็ดเจียมีความหวานอมเปรี้ยว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำเป็นเบสของสมูทตี้ก่อนจัดเต็มด้วยท็อปปิ้งผลไม้สด

คุณค่าทางโภชนาการ: ทำไมผู้เชี่ยวชาญถึงแนะนำ
เพื่อให้มั่นใจว่า วิธีกิน เมล็ดเจีย ที่เรานำไปปรับใช้นั้นคุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแท้จริง ลองมาดูข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญกันครับ
-
อัดแน่นด้วยสารอาหารสำคัญ: อ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากฐานข้อมูลสารอาหารของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ระบุว่า เมล็ดเจียเพียง 28 กรัม (ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ) ให้พลังงาน 137 กิโลแคลอรี แต่แฝงไปด้วยไฟเบอร์สูงถึง 11 กรัม และโปรตีน 4 กรัม นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 (ALA) ชั้นดีจากพืช ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงหัวใจและหลอดเลือด
-
งานวิจัยด้านการควบคุมน้ำตาล: ข้อมูลจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) พบว่าเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำที่มีอยู่มหาศาลในเมล็ดเจีย มีส่วนช่วยชะลอการย่อยและการดูดซึมอาหาร ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหาร (Postprandial Blood Sugar) ไม่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงส่งผลดีต่อผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและผู้ที่ต้องดูแลระดับน้ำตาล
-
มุมมองจากนักกำหนดอาหารวิชาชีพ (Registered Dietitian): ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการส่วนใหญ่ให้คำแนะนำตรงกันว่า “เมล็ดเจียเป็นตัวช่วยที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มกากใยในมื้ออาหาร แต่หัวใจสำคัญคือความพอดี ผู้ที่เพิ่งเริ่มทานควรเริ่มต้นที่ 1 ช้อนโต๊ะต่อวันเพื่อให้ลำไส้ปรับตัว และที่สำคัญที่สุดคือต้องดื่มน้ำตามให้เพียงพอตลอดทั้งวัน เพื่อให้ไฟเบอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดอาการท้องผูก”
ข้อควรระวัง: ใครบ้างที่ควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อนทาน?
ถึงแม้เมล็ดเจียจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะเหมาะกับทุกคนเสมอไป เพื่อความปลอดภัยแบบครบถ้วน บุคคลในกลุ่มต่อไปนี้ควรระมัดระวังในการทานเป็นพิเศษครับ
-
ผู้ที่มีปัญหาเรื่องระบบลำไส้หรือกระเพาะอาหาร: เช่น ผู้ที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) ลำไส้อักเสบ หรือมีภาวะกลืนลำบาก ควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะไฟเบอร์ที่สูงมากอาจไปกระตุ้นให้เกิดอาการระคายเคืองหรือทำให้ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติได้
-
ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ: เมล็ดเจียมีสรรพคุณที่ช่วยลดความดันโลหิตได้ตามธรรมชาติ ดังนั้นผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำอยู่แล้ว หากทานในปริมาณมากอาจทำให้หน้ามืดหรือวิงเวียนศีรษะได้
-
ผู้ที่แพ้พืชตระกูลกะเพรา แมงลัก หรือมัสตาร์ด: เนื่องจากเมล็ดเจียจัดอยู่ในพืชตระกูลใกล้เคียงกัน (Lamiaceae) หากคุณมีประวัติการแพ้พืชกลุ่มนี้ ควรเริ่มทดลองทานในปริมาณน้อยๆ ก่อนเพื่อสังเกตอาการแพ้ เช่น ผื่นคัน หรืออาการบวมบริเวณใบหน้า
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ วิธีกิน เมล็ดเจีย (FAQ)
- เมล็ดเจีย กินดิบๆ ไม่แช่น้ำได้ไหม?
ไม่แนะนำอย่างยิ่งครับ เพราะเมล็ดเจียสามารถดูดซับน้ำและพองตัวได้อย่างรวดเร็ว หากตักกินแบบแห้งๆ เมล็ดเจียอาจไปดูดซับน้ำลายและพองตัวจับกันเป็นก้อนบริเวณลำคอหรือหลอดอาหาร ซึ่งเสี่ยงต่อการสำลักและเกิดภาวะอุดตันที่เป็นอันตรายได้ ควรนำไปแช่ในของเหลวให้พองตัวเต็มที่ก่อนรับประทานเสมอ
- วิธีกินเมล็ดเจียเพื่อลดน้ำหนัก ต้องทำอย่างไร?
วิธีกิน เมล็ดเจีย ที่ดีที่สุดสำหรับการควบคุมน้ำหนัก คือการทานก่อนมื้ออาหารครับ แนะนำให้ผสมเมล็ดเจียที่แช่จนพองตัวแล้วลงในน้ำเปล่า 1 แก้ว ดื่มก่อนมื้ออาหารหลักประมาณ 30 นาที ไฟเบอร์ที่พองตัวจะเข้าไปแย่งพื้นที่ในกระเพาะอาหาร ช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มท้องไวขึ้น ทานอาหารมื้อหลักได้น้อยลง และลดความอยากกินของจุกจิกระหว่างวันได้อย่างเห็นผล
- คนทั่วไปควรกินเมล็ดเจียวันละกี่ช้อน?
ปริมาณที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปคือ 1.5 ถึง 2 ช้อนโต๊ะต่อวัน (หรือประมาณ 20 กรัม) ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอต่อการรับกากใยอาหาร โปรตีน และกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน การทานในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้ระบบขับถ่ายทำงานหนักและเกิดอาการท้องอืดได้
- เมล็ดเจีย กับ เมล็ดแมงลัก ต่างกันอย่างไร?
แม้จะพองตัวในน้ำได้เหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันชัดเจนครับ ในด้านลักษณะภายนอก เมล็ดเจียจะมีรูปทรงรีคล้ายไข่ มีลวดลาย สีดำ เทา น้ำตาลสลับกัน ส่วนเมล็ดแมงลักจะเป็นสีดำสนิทและมีลักษณะรีแหลม ในด้านโภชนาการ เมล็ดเจียจัดเป็นอาหารที่โดดเด่นเรื่องโปรตีนและโอเมก้า 3 ที่สูงกว่ามาก ส่วนเมล็ดแมงลักจะเน้นไปที่สรรพคุณด้านไฟเบอร์เพื่อช่วยเรื่องการขับถ่ายเป็นหลัก
- ชงเมล็ดเจียในน้ำร้อนหรือน้ำเย็นดีกว่ากัน?
สามารถชงได้ทั้งสองแบบครับ แต่หากต้องการความรวดเร็ว แนะนำให้ชงในน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่น เพราะอุณหภูมิที่อุ่นจะช่วยให้เปลือกนอกของเมล็ดเจียคลายตัวและดูดซับน้ำได้เร็วกว่าการใช้น้ำเย็นจัด อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ใช้น้ำที่ร้อนจัดจนเดือดพล่าน เพราะความร้อนที่สูงเกินไปอาจเข้าไปทำลายคุณค่าทางสารอาหารและวิตามินบางส่วนได้






